คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบางจากฯ

ธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน

ค่าการกลั่นเป็นรายได้ของผู้ผลิตหรือโรงกลั่น โดยพิจารณาจากผลต่างระหว่างราคา ณ โรงกลั่น (Ex-Refinery Prices) เฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์ตามปริมาณการผลิต กับต้นทุนราคาน้ำมันดิบ (ราคา ณ โรงกลั่น หมายถึง ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นที่หักภาษี และกองทุนต่างๆ แล้ว) ค่าการกลั่นดังกล่าวเป็นค่าการกลั่นโดยรวม ส่วนค่าการกลั่นแยกตามผลิตภัณฑ์น้ำมัน จะพิจารณาจากค่าการกลั่นรวมที่แบ่งออกมาเป็นค่าการกลั่นของแต่ละผลิตภัณฑ์ ตามสัดส่วนของปริมาณการผลิตและราคา ณ โรงกลั่นของผลิตภัณฑ์น้ำมันในช่วงนั้น ๆ

ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น คือราคาที่โรงกลั่นขายน้ำมันให้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ประกอบด้วยต้นทุน บวกด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ยังรวมกองทุนต่างๆที่รัฐบาลเรียกเก็บ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดังนั้น ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น = ราคาต้นทุน + ภาษีต่างๆ + กองทุนต่างๆ

มีการนำเข้าน้ำมันดิบ 3 ทางคือ ทางรถ ทางรถไฟ และทางเรือ โดยการจัดหาน้ำมันดิบในประเทศขนส่งผ่านทั้ง 3 ทาง และ น้ำมันดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศจะถูกขนส่งทางเรือมาสูบถ่ายเข้าที่คลังน้ำมันศรีราชา ซึ่งบริษัทได้เช่าไว้เพื่อเก็บน้ำมันดิบ และใช้เรือขนาดเล็กขนน้ำมันดิบมาทางแม่น้ำเจ้าพระยาเทียบท่าที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากฯ

โครงการ 3E หรือ Efficiency, Energy and Environment Improvement Project เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของโรงกลั่นบางจากฯ โครงการประกอบไปด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  1. การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Co-Gen) ขนาด 12 MW เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้กับโรงกลั่น สร้างขึ้นเพื่อทดแทนแหล่งไฟฟ้าเดิม (Boiler) และลดการพึ่งพิงกระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง โดยใช้เทคโนโลยีล่าสุด และใช้ NG เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต ซึ่งดีต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อปี 2560
  2. การติดตั้งหน่วย CCR (Continuous Catalyst Regeneration Unit) เป็นการติดตั้งหน่วยเพิ่มออกเทนของน้ำมันเบนซินที่สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องทดแทนหน่วยเดิม ซึ่งจะดีในเรื่องประสิทธิภาพโดยได้สัดส่วนของเบนซินออกเทนสูง (reformate yield) มากขึ้นเมื่อเทียบกับหน่วยเดิมในปัจจุบัน และมีการใช้พลังงานลดลง
  3. การปรับปรุงหน่วย HCU (Hydrocracking Unit Revamping) เพิ่มความสามารถในการกลั่นให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 10%

โดยคาดว่าทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2563

บริษัทฯ มีระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ISO14001 /ISO50001และ OHSAS18001 ตามลำดับ บริษัทฯ ดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นหลัก โดยมีการกำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยงของโรงกลั่นที่สำคัญ เช่น ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด มีการประเมินความเสี่ยงและมาตรการลดความเสี่ยงทุกขั้นตอนการทำงาน บำรุงรักษาอุปกรณ์การผลิตตามระยะเวลาที่กำหนดและมีการฝึกซ้อมสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้องให้เกิดความชำนาญในการควบคุมเหตุฉุกเฉิน เป็นต้น ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบและติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วย และเปิดเผยข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณะผ่านจอแสดงผลหน้าโรงกลั่น และในชุมชน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างดีกับชุมชนและเป็นประโยชน์ต่อสังคม บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การประเมินผลความต้องการและความผูกพันชุมชนประจำปี มีพนักงานชุมชนสัมพันธ์เพื่อลงพื้นที่พูดคุย มีการสัมมนาคณะกรรมการชุมชน/การประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา/การประชุมร่วมกับคณะกรรมการสหกรณ์การเกษตร และมีช่องทางสื่อสารอื่นๆเพื่อรับร้องเรียน ทั้งทางโทรศัพท์สายตรง และมีป้ายบอร์ดประชาสัมพันธ์

เนื่องจากตลาดสิงค์โปร์เป็นศูนย์กลางซื้อขายน้ำมันที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกไกล ราคาในตลาดสิงค์โปร์เกิดจากการตกลงซื้อขายของผู้ซื้อและผู้ขายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเชื่อว่าสามารถสะท้อนปริมาณน้ำมันที่มีในภูมิภาคและความต้องการน้ำมันของภูมิภาคนี้ได้อย่างแท้จริง การส่งออกและนำเข้า (ปริมาณการผลิตส่วนเกินและความต้องการน้ำมัน) ของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดสิงค์โปร์ ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปที่ซื้อขายผ่านตลาดสิงค์โปร์จะอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกับตลาดใหญ่อื่นๆ ทำให้ยากต่อการสร้างราคาโดยผู้ซื้อหรือผู้ขาย (Price manipulation)

ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน อย่างเช่นธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาด

ในส่วนของโรงกลั่น กรณีที่ราคาน้ำมันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อราคาสต็อกน้ำมันทำให้เกิดการบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นในบัญชีของบริษัทฯ แต่ถ้าราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะส่งผลกระทบในทางกลับกัน กล่าวคือ เกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในบัญชีของบริษัทฯ แต่อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานจริงของโรงกลั่นจะขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมากกว่า

ในส่วนของธุรกิจการตลาดนั้น ถ้าราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะได้รับผลกระทบในทางบวก เนื่องจากการปรับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการจะปรับช้ากว่าต้นทุนน้ำมันที่ลดลง จึงส่งผลให้ค่าการตลาดมีแนวโน้มดีขึ้น เป็นต้น

บริษัทฯ มีนโยบายการทำประกันความเสี่ยงส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่ร้อยละ 30 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด แต่ทั้งนี้อาจจะทำมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดจะเอื้ออำนวย ซึ่งจะต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ที่มีกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธานและมีการประชุมกันเป็นประจำ เพื่อตัดสินใจในการดำเนินการทำประกันความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงติดตามผลการทำประกันความเสี่ยงที่ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างใกล้ชิด

ในปัจจุบันโรงกลั่นบางจากฯ สามารถผลิต Gasoline Base ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 แต่ความสามารถในการผลิต Diesel มาตรฐานยูโร 5 ยังคงทำได้แค่บางส่วนเท่านั้น เพื่อผลิต Diesel มาตรฐานยูโร 5 ได้ทั้งหมด จะต้องลงทุนปรับปรุงและติดตั้ง Gasoil Hydrodesulfurization Unit เพิ่มเติม โดยคาดว่าจะใช้เวลาศึกษา ออกแบบและก่อสร้าง 4-5 ปี ซึ่งประเมินแล้วว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่รัฐของความร่วมมือมา (แล้วเสร็จภายในปี 2566)

ธุรกิจการตลาด

คือ ส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นในเวลาเดียวกัน ซึ่งแสดงถึงกำไรขั้นต้นของผู้ค้าน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง โดยที่ค่าการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ค่าการตลาดแสดงถึงกำไรขั้นต้นของผู้ค้าน้ำมันและสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ยังไม่รวมต้นทุนค่าบริหารจัดการอื่นๆ ของผู้ค้าน้ำมัน ค่าการตลาดจึงไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ค้าน้ำมัน แต่เป็นกำไรขั้นต้นที่ยังไม่ได้หักต้นทุนอื่นๆ นอกจากต้นทุนน้ำมันเท่านั้น

คำนวณมาจาก ราคา ณ โรงกลั่น + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเทศบาล + กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง + กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน + ภาษีมูลค่าเพิ่ม + ค่าการตลาด + ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการ (สามารถหาข้อมูลราคาน้ำมันขายปลีกมาตรฐานได้จาก Website สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน)

บริษัทฯ เป็นผู้บุกเบิกการใช้พลังงานทดแทน โดยได้นำผลิตภัณฑ์ แก๊สโซฮอล์ 95 สู่ตลาดในประเทศเป็นรายแรกในปี 2545 บริษัทฯ มุ่งเน้นขยายและส่งเสริมการจำหน่ายพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง และยังมีการศึกษาวิจัยและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยปัจจุบันบริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Green S series กลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และ B20S เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพน้ำมันเพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันคุณภาพสูง ดีต่อสิ่งแวดล้อม (สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://greens-revolution.bangchakmarketplace.com/ และ www.bangchak-greens.com)

บางจาก E20S คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วมาผสมกับเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% (ที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น) ในอัตราส่วน เบนซิน 80 : เอทานอล 20 จึงได้เป็นน้ำมัน E20S ออกเทน 95 ตามมาตรฐานของกระทรวงพลังงาน ใช้ได้กับเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้ E20S

ส่วนบางจาก E85S คือการเพิ่มสัดส่วน เอทานอลต่อเบนซิน เป็น เบนซิน 15 : เอทานอล 85 จึงได้เป็นน้ำมันบางจาก E85S ที่มีค่าออกเทนมากกว่า 100

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 บริษัทมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 1,176 สถานี โดยแบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันขนาดมาตรฐาน 562 สถานี และสถานีบริการชุมชน (สหกรณ์) 614 สถานี

โครงการสถานีบริการชุมชน เป็นแนวคิดที่จะช่วยสร้างโอกาสกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกรในชนบท กลุ่มชุมชน และสหกรณ์ ให้สามารถเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันและดำเนินการโดยตัวแทนชุมชนของตัวเอง ได้ใช้น้ำมันที่มีคุณภาพดี ราคายุติธรรม นอกจากเป็นการช่วยเหลือสังคม เป็นการกระจายรายได้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่บริษัทใช้เป็นกลยุทธ์ในการขยายตลาดค้าปลีกของบริษัท เนื่องจากเกษตรกรเหล่านี้มีความต้องการใช้น้ำมันอยู่แล้ว อีกทั้งยังมี Brand Loyalty ในตราบางจากสูง เนื่องจากสมาชิกในกลุ่มสหกรณ์ ก็จะใช้น้ำมันจากปั๊มที่สหกรณ์นั้นเป็นเจ้าของเท่านั้น

ในส่วนของความแตกต่างของสถานีบริการน้ำมันทั้ง 2 ประเภทนั้นคือความเป็นเจ้าของและการบริหารงานโดยกลุ่มบุคคลที่ต่างกัน กล่าวคือ

  • สถานีบริการชุมชน(ปั๊มสหกรณ์) : มีสหกรณ์หรือชุมชนเป็นเจ้าของ ลงทุนเองและบริหารงานเอง
  • สถานีบริการมาตรฐาน : จะบริหารงานโดยบริษัทฯ หรือ dealer ขึ้นอยู่กับประเภทการลงทุนสถานีบริการ

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ขายนั้นโดยทั่วไปจะเหมือนกัน อาจจะมีความแตกต่างกันของจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ขายบ้างในบางพื้นที่ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้น้ำมันของลูกค้าในแต่ละพื้นที่

คือสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่ลูกค้าสามารถเติมน้ำมันได้ด้วยตนเอง โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการจ่ายน้ำมันตามจำนวนเงินที่ต้องการ เมื่อเติมครบจำนวนเงินแล้ว ระบบจะสั่งการให้หัวจ่ายหยุดจ่ายน้ำมันโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นระบบตามมาตรฐานสากลซึ่งใช้ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยมีราคาถูกกว่าสถานีบริการปกติทั่วไป เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้บริโภค

มาตรฐาน EURO หรือ European Emission Standards คือมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลภาวะของรถยนต์ ที่จำหน่ายในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป โดยเริ่มตั้งแต่ EURO 1 จนถึงปี 2548 มีการบังคับใช้มาตรฐานในระดับ EURO 4 ซึ่งการที่รถยนต์จะปล่อยมลภาวะให้อยู่ในมาตรฐาน EURO 4 ได้นั้น จะต้องอาศัยการพัฒนาร่วมกันสองส่วนคือ เทคโนโลยีด้านยานยนต์ และการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ประเทศไทยจะเริ่มบังคับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐาน EURO 4 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป แต่บริษัทบางจากฯ ได้ผลิตและจำหน่ายก่อนกำหนด (น้ำมันดีเซล จำหน่ายตั้งแต่ปี 2551 ก่อนกำหนดเวลาถึง 4 ปี สำหรับน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์จำหน่ายในปี 2554) เพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันที่ดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อม และเครื่องยนต์ดีเซลทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่

ทุกประเทศในทวีปยุโรป นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็นต้น

บางจากฯ ได้พัฒนาพลังงานทดแทนแก๊สโซฮอล์ E20S ใหม่ให้เทียบเท่ามาตรฐานยูโร 5 ซึ่งถือเป็นรายแรกในเอเชีย ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้ได้มากขึ้น พร้อมเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยสารสูตรซูเปอร์เทคซึ่งช่วยชะล้างทำความสะอาด ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น 3% และลดแรงเสียดทานลงช่วยให้กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นกว่า 6%

บางจากฯได้ร่วมมือกับ ปตท. เปิดจำหน่ายก๊าซ NGV เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน โดยทาง ปตท. จะเป็นผู้ลงทุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดบนพื้นที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก และบริษัทได้รับผลประโยชน์ตามปริมาณ NGV ที่จำหน่าย

ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว

บริษัทฯ ได้ลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียวผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ เดือนมีนาคม 2562 มีกำลังการผลิตรวม 326 เมกะวัตต์ ทั้งในประเทศไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น แบ่งเป็นประเภทดังนี้

  1. พลังงานแสงทิตย์ 154 เมกะวัตต์
  2. พลังงานลม 14 เมกะวัตต์
  3. พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) 158 เมกะวัตต์

ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.bcpggroup.com

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

  • สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่ากิจการ และสามารถใช้ที่ดินบางปะอินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์
  • ส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นผู้นำพลังงานทดแทน สามารถขยายตลาดน้ำมันไบโอดีเซล โดยมั่นใจว่าจะมีปริมาณไบโอดีเซลที่ได้มาตรฐานจำหน่ายต่อเนื่อง
  • ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทฯ เนื่องจากรัฐให้การส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ และการกำหนดโครงสร้างราคาที่จูงใจ
  • เป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐในการส่งเสริมการผลิต และการใช้ไบโอดีเซล ทดแทนการใช้น้ำมันดีเซล เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน สร้างรายได้แก่เกษตรกร และยังช่วยลดมลพิษทางอากาศ พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
  • นอกจากนั้นสามารถใช้โรงงานผลิตไบโอดีเซลดังกล่าวในการสนับสนุนการศึกษาวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาหรือองค์กรภาครัฐ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลเชิงพาณิชย์ของคนไทยในอนาคต

ธุรกิจผลิตเอทานอลถือเป็นธุรกิจที่สนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ มีแผนการมุ่งเน้นธุรกิจพลังงานทดแทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากเพิ่มขึ้น และใช้เป็นฐานในการขยายธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง (Downstream) ในอนาคต บริษัทฯ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน ทั้งนี้การลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน ยังถือเป็นการเพิ่มมูลค่าของกิจการ และกระจายความเสี่ยงของรายได้รวมทั้งตอบสนองนโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกเชื้อเพลิงเอทานอลในภูมิภาคนี้

ปัจจุบันบริษัทได้ลงทุนในธุรกิจชีวภาพผ่านบริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ณ เดือนมีนาคม 2562 มีกำลังการผลิตไบโอดีเซล 290 ล้านลิตร/ปีและเอทานอล 193.5 ล้านลิตร /ปี ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนี้สามารถดูดูเพิ่มเติมได้ที่ www.bbgigroup.com

ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด โดยบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ได้จัดตั้งบริษัทย่อยอีกบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ บริษัท BCPR Pte. Ltd. (BCPR) เพื่อร่วมทุนกับลงทุนร่วมกับ Seacrest Capital Group ในแหล่งปิโตรเลียม Draugen Field และ Gjøa ในประเทศนอร์เวย์ จาก AS Norske Shell ผ่านการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ OKEA AS (OKEA) ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายนอร์เวย์ ดำเนินการพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์ การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนร่วมกันในลักษณะของ Joint Partnership ในแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ (World Class Asset) ที่มีอายุการผลิตต่อเนื่องในระยะยาว โดยน้ำมันดิบที่ผลิตได้เป็นน้ำมันดิบเบา (Light Crude) ที่มีราคาดี เหมาะกับการผลิตและการกลั่นของบางจากฯ นับเป็นการต่อยอดธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการกระจายความเสี่ยงที่สอดคล้องตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ ทั้งนี้ ปัจจุบัน OKEA ถือเป็นบริษัทร่วม (Associated company) ซึ่งบริษัทฯจะรับรู้ส่วนแบ่งผลการดำเนินงานตามสัดส่วนการถือหุ้น ณ สิ้นงวดบัญชี

ข้อมูลเกี่ยวกับ OKEA นี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.okea.no

การลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจของบริษัทฯ ในการลงทุนด้านธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ โดยเข้าลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่(World Class Asset) ที่มีอายุการผลิตต่อเนื่องในระยะยาว และเป็นการลงทุนร่วมกันในลักษณะของ Joint Partnership ซึ่งจำเป็นสำหรับการต่อยอดธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการกระจายความเสี่ยง แม้ในปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันจะลดต่ำลง แต่ Asset ที่บริษัทฯ เข้าไปลงทุนเป็นแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ ที่มี cash cost ที่ค่อนข้างต่ำ และเป็นน้ำมันดิบคุณภาพดีประเภท Light crude ที่มีราคาขายอ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบเดทต์เบรน ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบเดทต์เบรนที่น่าจะปรับตัวสูงขึ้น หลังจากกฎของ IMO เริ่มใช้ในปี 2020

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท BCP Innovation Pte.Ltd. (BCPI) ขึ้นในประเทศสิงคโปร์เพื่อดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมในต่างประเทศ โดยได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญ ในบริษัท Lithium Americas Corporation (LAC) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แคนาดา และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจเหมืองลิเทียมในประเทศอาร์เจนตินาและสหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตเป็นลิเทียมคาร์บอเนตและลิเทียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ รองรับความต้องการใช้งานแบตเตอรี่ลิเทียมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพในระบบสายส่งและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และการใช้งานแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดพกพาชนิดต่างๆ ที่จะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ทั้งนี้ ปัจจุบันตามหลักเกณฑ์ทางบัญชีถือว่าการลงทุนของบริษัทฯใน LAC เป็นเงินลงทุนระยะยาว (long-term investment) ซึ่งไม่ได้รับรู้ผลการดำเนินงานผ่านงบกำไรขาดทุน แต่จะมีการปรับปรุงมูลค่าเงินลงทุน (Mark to market) ทุกสิ้นงวดบัญชี

ข้อมูลเกี่ยวกับ LAC สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.lithiumamericas.com

อื่นๆ

บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2528 ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัท มหาชน จำกัด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2536 และได้นำหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2537 บริษัทฯ มีการเติบโตและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องมากกว่า 35 ปี

บริษัทฯมีการประกอบธุรกิจต่างๆ ซึ่งเป็นห่วงโซ่การผลิต เริ่มตั้งแต่การมีธุรกิจต้นน้ำ คือธุรกิจผลิตและสำรวจปิโตรเลียม ซึ่งมีการผลิตน้ำมันดิบขายออกสู่ตลาด โดยน้ำมันดิบที่ผลิตได้เป็นน้ำมันดิบเบา (Light Crude) ที่มีราคาสูงกว่าน้ำมันดิบดูไบ นับเป็นการต่อยอดธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการกระจายความเสี่ยงที่สอดคล้องตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ ต่อมาธุรกิจปิโตรเลียมปลายน้ำ ซึ่งธุรกิจหลักของบางจากฯ ได้แก่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นแบบ complex refinery ที่ดำเนินการกลั่นน้ำมันดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป และกลุ่มธุรกิจการตลาดซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปที่โรงกลั่นผลิตได้ไปยังผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจโรงกลั่นควบคู่กับธุรกิจการตลาดของบางจากฯนั้น มีประโยชน์ในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) และผลประกอบการได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ได้แก่ ธุรกิจผลิตไบโอดีเซล B100 และธุรกิจผลิตเอทานอล เป็นธุรกิจสนับสนุน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียม ได้เป็นน้ำมันสำเร็จรูปไบโอดีเซล และน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ เพื่อจำหน่ายผ่านธุรกิจการตลาดในลำดับถัดไป

เนื่องจากธุรกิจปิโตรเลียมนั้นมีความผันผวนสูงในด้านราคา บริษัทฯจึงมีการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียว ดำเนินการภายใต้บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้ค่อนข้างแน่นอนเพื่อช่วยลดความความผันผวนของผลประกอบการของกลุ่มบริษัทฯ

บริษัทฯ ได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ Bangchak Initiative and Innovation Center (BiiC) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้าง Green Ecosystem เพื่อผลักดันนวัตกรรมต่างๆ โดยเน้นด้านพลังงานสีเขียว (Green Energy) และด้านชีวภาพ (Bio-Based) นำมาต่อยอดขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศจากการวิจัยและพัฒนา จัดการเทคโนโลยีและเครือข่าย พร้อมทั้งบ่มเพาะธุรกิจ Startup สนับสนุนเศรษฐกิจยุค 4.0 โดยมุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรมสีเขียวชั้นนำในเอเชีย

ในปี 2561 BiiC ได้ดำเนินโครงการ Green Community Energy Management System หรือ GEMS หรือ สถานีบริการน้ำมันที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นระบบผลิตไฟฟ้าและซื้อขายกันเองแบบประมูลในอาคาร ร้านค้าต่าง ๆ และภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากศรีนครินทร์ จ.สมุทรปราการ โดยเป็นสถานีบริการน้ำมันแห่งแรกที่บางจากฯ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ทดลองและการเรียนรู้เกี่ยวกับการซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไฟฟ้าจะถูกผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาของสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งหลังคาที่จอดรถและอาคารร้าน SPAR รวมขนาด 249 กิโลวัตต์ และจัดตั้งระบบระบบกักเก็บพลังงาน หรือ แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมอิออน ขนาด 1 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ Startup(s) ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ในประเทศไทย จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท บีซีวี ไบโอเบส จำกัด, บริษัท บีซีวี เอ็นเนอร์ยี จำกัด, บริษัท บีซีวี อินโนเวชั่น จำกัด และบริษัท บีซีวี พาร์ทเนอร์ชิพ จำกัด เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน และลงทุนในธุรกิจ Startup(s) ในประเทศไทยและ/หรือธุรกิจ Startup(s) ในประเทศไทย ที่ประกอบกิจการใน 10 กิจการที่รัฐต้องการสนับสนุนตามกฎหมาย และเพื่อให้เกิดความร่วมมือทางนวัตกรรมใหม่ๆ ระหว่างบริษัทฯ กับบริษัทในกลุ่มและพันธมิตรทางธุรกิจภายนอก

บริษัทฯ มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ หลังจากการหักทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามข้อบังคับของบริษัทฯและตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ กระแสเงินสดของบริษัทฯ และแผนการลงทุนของบริษัทฯ และบริษัทในเครือแต่ละปี ตามความจำเป็น ความเหมาะสม และข้อพิจารณาอื่นๆ ที่คณะกรรมการบริษัทฯ เห็นสมควร

บริษัทฯ จะพิจารณาการจัดหาเงินทุนจากเงินกู้เป็นหลัก แต่จะพิจารณาการเพิ่มทุนก็ต่อเมื่อมีโครงการลงทุนที่ดีแต่มีมูลค่าสูงมาก และ/หรือ เมื่อการก่อหนี้เพิ่มเติมทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงด้านการเงิน โดยบริษัทฯ มีนโยบายบริหารการเงินให้อัตราส่วน Net Debt to Equity < 1 เท่า และ Net Debt to Operating EBITDA < 3 เท่า

บริษัทฯ มีมาตรการรัดเข็มขัดในการควบคุมการใช้จ่ายและการลงทุนต่างๆ เพื่อลดค่าใช่จ่ายของบริษัทฯ ให้ลดน้อยลง และติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ตลอดจนวางแผนการลงทุนในอนาคตที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะมีต่อผลการดำเนินงาน

ปิโตรเลียม หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยมีธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลัก คือ คาร์บอน และไฮโดรเจน โดยอาจมีธาตุอื่น เช่น กำมะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจนปนอยู่ด้วย ปิโตรเลียมมีสถานะเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของปิโตรเลียม พลังงานความร้อน และความกดดันตามสภาพแวดล้อมที่ปิโตรเลียมสะสมอยู่

ค่าออกเทน คือ ค่าความต้านทานการจุดระเบิดน้ำมันเบนซินก่อนเวลากำหนดของเครื่องยนต์ หรือตัวเลขแสดงความต้านทานการน็อคของเชื้องเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ ถ้าค่าออกเทนสูงจะมีความต้านทานการน็อคของเครื่องยนต์สูง ซึ่งค่าออกเทนนี้ไม่เกี่ยวกับความแรงของเครื่องยนต์แต่อย่างไร ซึ่งเครื่องยนต์เบนซินของรถยนต์และจักรยานยนต์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ มีการออกแบบที่แตกต่างกันจึงต้องใช้น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ควรเลือกใช้น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนที่เหมาะสมกับความต้องการของเครื่องยนต์ตามที่ผู้ผลิตแต่ละรายกำหนดไว้ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน

ก๊าซธรรมชาติคือ ก๊าซเชื้อเพลิงที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนประกอบหลักสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ได้เช่น เดียวกับน้ำมันเบนซินและดีเซล

ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ โดยทั่วไปเรียกว่า ก๊าซ NGV (เอ็น จี วี) คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกอัดจนมีความดันสูง (มากกว่า 3,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว) ซึ่งในบางประเทศเรียกว่า Compressed Natural Gas (CNG) หรือ ก๊าซธรรมชาติอัด โดยก๊าซ NGV มีคุณสมบัติพิเศษ ดังนี้

  1. มีสัดส่วนของคาร์บอนน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น
  2. มีคุณสมบัติเป็นก๊าซ ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์มากกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น
  3. ปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกจากเครื่องยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติมีปริมาณต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น
  4. เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดควันดำหรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

LCM หรือ Lower of Cost or Market คือ ค่าเผื่อมูลค่าสินค้าคงเหลือ เนื่องจากตามมาตรฐานบัญชีใช้หลักความระมัดระวังให้สินค้าคงเหลือแสดงด้วยราคาทุนตามเกณฑ์ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า

สาเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากเครื่องยนต์และน้ำมันซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ในส่วนของตัวรถ อาจมีปัญหาจากการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ เช่นไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงอุดตัน หัวเทียนสกปรกหรือหมดอายุการใช้งาน น้ำมันเครื่องไม่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายเป็นเวลานาน ในส่วนของน้ำมันอาจเกิดได้หลายกรณี เช่นน้ำมันมีการปนเปื้อน หรือแม้แต่การเติมน้ำมันผิดประเภท ซึ่งบริษัทก็ได้ให้ความสำคัญในการควบคุมคุณภาพของน้ำมัน โดยควบคุมมาตรฐานตั้งแต่กระบวนการผลิต การเก็บที่คลังน้ำมัน ตลอดจนการขนส่งน้ำมันและจ่ายน้ำมันสู่ผู้บริโภค ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าน้ำมันบางจากเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพได้มาตรฐานอย่างแน่นอน

โดยตามทฤษฎีแล้วต้องบอกว่าถูกต้อง เนื่องจากน้ำมันจะมีการขยายตัวเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วความแตกต่างของอุณหภูมิน้ำมันที่เก็บอยู่ในสถานีบริการน้ำมันระหว่างกลางวันและกลางคืนอาจมีไม่มาก อีกทั้งเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันที่ลูกค้าซื้อในแต่ละครั้ง พบว่าปริมาณน้ำมันที่จะได้เพิ่มขึ้นไม่มีความแตกต่างจนมีนัยสำคัญ

โดยหลักการแล้วจะไม่มีปัญหา เพราะทุกยี่ห้อจะมีมาตรฐานตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด เว้นแต่ไปเติมน้ำมันจากสถานีบริการที่ลักลอบนำน้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพมาจำหน่าย

สามารถติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์ได้ 2 ช่องทาง

  1. IR Call center: Tel. 0 2335 4390, 0 2335 8518 and 0 2335 4370
  2. Email: ir@bangchak.co.th