IR News Letter ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก คุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวางแผนจัดหาและธุรกิจการค้าน้ำมัน มาร่วมวิเคราะห์และพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองของบริษัทบางจากฯ ต่อสถานการณ์ราคาน้ำมัน เมื่อมาตรการ ‘IMO 2020’ ซึ่งคาดว่าจะเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดน้ำมัน ใกล้วันมีผลบังคับใช้ขึ้นมาเรื่อยๆค่ะ

IR News Letter ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก คุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวางแผนจัดหาและธุรกิจการค้าน้ำมัน มาร่วมวิเคราะห์และพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองของบริษัทบางจากฯ ต่อสถานการณ์ราคาน้ำมัน เมื่อมาตรการ ‘IMO 2020’ ซึ่งคาดว่าจะเป็นมาตรการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดน้ำมัน ใกล้วันมีผลบังคับใช้ขึ้นมาเรื่อยๆค่ะ

Q: ในปีนี้ เรามักจะเคยได้ยินนักวิเคราะห์ในแวดวงพลังงานพูดถึงมาตรการ IMO 2020 กันอยู่บ่อยๆ และนักลงทุนบางท่าน ก็อาจจะยังไม่มีโอกาสศึกษารายละเอียด ว่าที่จริงแล้ว มาตรการนี้คืออะไร และมีผลบังคับใช้กับใคร อย่างไรบ้าง อยากจะรบกวนคุณบัณฑิต ช่วยเล่าเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวนี้ให้ฟังหน่อยค่ะ

A: มาตรการ IMO 2020 คือ มาตรการที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) หรือที่เรียกกันว่า IMO ได้บังคับใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ MARPOL ANNEX VI ซึ่งบังคับให้ปริมาณกำมะถันในน้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร (Bunker Fuel) มีค่าไม่เกิน 0.5% โดยน้ำหนัก จากปัจจุบันไม่เกิน 3.5% โดยน้ำหนัก เพื่อลดมลพิษทางอากาศจากเรือ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 (หรือ ค.ศ. 2020) ตามมติของ MEPC (The Marine Environment Protection Committee) ครั้งที่ 70 เมื่อเดือนตุลาคม 2559

โดยมาตรการนี้ จะมีผลบังคับใช้กับเรือขนาด 400 ตัน (Gross) ขึ้นไปทุกลำ แท่นผลิตก๊าซและน้ำมันดิบในทะเล ทั้งแบบ Fixed and Floating Platform รวมถึงแท่นขุดเจาะก๊าซและน้ำมันดิบ (Drilling Rig) ทุกแบบ ที่ผ่านและอยู่ในน่านน้ำในประเทศที่รับอนุสัญญาจำนวน 93 ประเทศ (ณ วันที่ 21 พ.ค. 2562) จากประเทศสมาชิก IMO ทั้งหมด 174 ประเทศ โดยประเทศที่รับอนุสัญญา MARPOL ANNEX VI เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม เป็นต้น สำหรับน่านน้ำประเทศไทย ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ เพราะไทยเรายังไม่ได้รับอนุสัญญานี้ครับ

Q: มีการคาดการณ์กันไว้ไหมคะ ว่านโยบายนี้จะส่งผลกับอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างไรบ้าง

A: สำหรับผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ คาดการณ์กันไว้ว่าการบังคับใช้มาตรการใหม่นี้ จะทำให้ความต้องการน้ำมันดิบชนิดต่างๆ ของโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าความต้องการน้ำมันดิบที่มีปริมาณกำมะถันสูง (Sour Crude) จะลดลง เนื่องจากจะมีโรงกลั่นที่เปลี่ยนไปใช้น้ำมันดิบที่มีปริมาณกำมะถันต่ำ (Sweet Crude) แทนบางส่วน เพื่อผลิตน้ำมันเตาตาม specification ที่ IMO กำหนดข้างต้น ซึ่งจะส่งผลให้ Sweet Crude มีแนวโน้มที่จะมีราคาแพงกว่า Sour Crude ตามความต้องการที่มากกว่า หรือเรียกว่าค่า Premium ของ Sweet Crude จะสูงขึ้นนั่นเอง

ส่วนผลกระทบต่อราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันนั้น เดิมที่กองเรือเคยใช้น้ำมันเตากำมะถันสูงในการเดินเรือได้ จะต้องปรับตัวเพื่อลดค่ากำมะถันในเชื้อเพลิงที่ใช้ ให้ไม่เกินค่าที่กำหนด โดยอาจใช้วิธีการผสมน้ำมันเตากับผลิตภัณฑ์อื่น (Fuel Oil Blending) เพื่อลดค่ากำมะถัน โดยจะมีการใช้น้ำมันดีเซลผสมในเชื้อเพลิงเดินเรือ ทำให้คาดการณ์ว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบ (Gas Oil Crack Spread) จะปรับตัวสูงขึ้น ตามความต้องการใช้น้ำมันดีเซลที่มากขึ้น

สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน คาดว่าโรงกลั่นน้ำมันจะมีการลงทุนสร้างหน่วย Residue Hydrotreating Unit หรือ Residue Cracking (หน่วยเปลี่ยนโครงสร้างน้ำมันส่วนที่เหลือจากกระบวนการกลั่นแยกส่วนจากหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น) เพื่อลดปริมาณน้ำมันเตากำมะถันสูงที่กลั่นได้

Q: ในฐานะที่บางจากฯ ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ทางบริษัทฯ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลต่อบริษัทฯ อย่างไรบ้างคะ?

A: คาดว่ามาตรการ IMO จะส่งผลดีต่อบริษัทฯ โดยคาดการณ์ว่าค่าการกลั่น (GRM) ปีหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ตามทิศทางส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบ (Gasoil Crack Spread) ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังปรับตัวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020 ซึ่งโรงกลั่นบางจากมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ (product yield) เป็นน้ำมันดีเซล ในสัดส่วนที่สูงกว่าผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดอื่นๆ ทำให้มีโอกาสมากที่จะได้รับประโยชน์จาก Gasoil Crack Spread ที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำ (LSFO) เพื่อขายตลาดเชื้อเพลิงเดินเรือ (Bunker IMO) ได้ด้วย ทั้งนี้ โรงกลั่นบางจากมีสัดส่วน yield ของผลิตภัณฑ์ที่มีราคาดีสูงถึง 70-80% ของปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตได้ทั้งหมด ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน (กลุ่มผลิตภัณฑ์ Middle Distillate ที่ราคาสูงตาม Gasoil Crack Spread) และน้ำมันเตากำมะถันต่ำ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด IMO

อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบ sweet crude ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ได้เตรียมการหาทางเลือกในการกลั่นน้ำมันดิบชนิดอื่นๆ เพิ่มเติม ไว้แล้วครับ

Q: อยากให้คุณบัณฑิตเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ ว่าโรงกลั่นบางจากฯ มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เพื่อรับมือกับมาตรการดังกล่าวที่กำลังจะบังคับใช้ในปีหน้านี้คะ?

A: บริษัทฯ ยังคงกลั่นน้ำมันดิบเกรดเดียวกับปัจจุบันที่ให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดกลาง (Middle Distillate yield) สูง และกำมะถันต่ำ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตรงตามข้อกำหนดของ IMO นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าหาตลาดลูกค้าน้ำมันเตากำมะถันต่ำ หรือ Partner เพิ่มเติม และติดตามมูลค่าน้ำมันเตาที่ผลิตได้ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเตรียมการในการกลั่นน้ำมันดิบชนิดอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมครับ

Q: สุดท้ายนี้ บริษัทฯมีมุมมองต่อราคาน้ำมัน และส่วนต่างราคาน้ำมันในปีหน้าเป็นอย่างไรบ้างคะ?

A: มุมมองต่อราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 55-65 $/BBL เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย อันเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้อุปสงค์น้ำมันมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามไปด้วย โดย International Energy Agency (IEA) ปรับคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2020 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังได้รับปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก

สำหรับส่วนต่างราคาน้ำมันเตากับน้ำมันดิบ (Fuel oil crack spread) มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามอุปสงค์น้ำมันเตากำมะถันสูง (HSFO) ที่ถูกแทนที่ด้วยน้ำมันดีเซลเกรดเชื้อเพลิงเดินเรือ (Marine Gasoil) และน้ำมันเตากำมะถันต่ำ (LSFO)

ในขณะที่ส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบ (Gasoil crack spread) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีนี้ จากอุปสงค์ที่มากขึ้นตามที่ได้อธิบายไป โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังปรับตัวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2020 ครับ

คุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวางแผนจัดหาและธุรกิจการค้าน้ำมัน
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)