Q1/2565:

  • ผลการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น 63% QoQ และ 108% YoY เนื่องจากในไตรมาสนี้มี Inventory Gain ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3,566 ล้านบาท และค่าการกลั่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.84 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบอ้างอิง (Crack Spread) ของทุกผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซล-ดูไบ (GO-DB) เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งดีเซลเป็นผลิตภัณฑ์ที่โรงกลั่นบางจากฯ ผลิตได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามค่าการกลั่นพื้นฐานถูกกดดันจากต้นทุน Crude Premium ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้จาก Crack Spread ที่ปรับสูงขึ้นและเพื่อรองรับการขยายตลาดส่งออก UCO ส่งผลให้โรงกลั่นบางจากฯ ปรับเพิ่มอัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยใน Q1/2565 มาอยู่ที่ระดับ 122.1 พันบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 102% ของกำลังการผลิตรวมของโรงกลั่น ซึ่งเป็นไตรมาสที่มีกำลังการกลั่นสูงเป็นประวัติการณ์

อัตราการผลิตเฉลี่ย

หน่วย : พันบาร์เรลต่อวัน

Q1/2565 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ค่าการกลั่นพื้นฐาน 6.84
Oil Hedging -3.32
Inventory Gain / Loss* 9.77
Total GRM 13.29
* รวมกำไร/ขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV)

ค่าการกลั่นรวม

หน่วย : เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

บริษัทฯได้ดำเนินการกลั่นในรูปแบบ Complex Refinery ซึ่งมีกำลังการผลิตถึง 120,000 บาร์เรลต่อวัน ด้วยเทคโนโลยีไฮโดรแครกกิ้ง (Hydro Cracking) เพื่อให้สามารถเพิ่มปริมาณการกลั่นและการบริหารจัดการค่าการกลั่น

Q1/2565:

  • ผลการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น 338% QoQ และ 15% YoY โดยหลักมาจากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า ส่งผลให้มี Inventory Gain เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Q4/2564 และ Q1/2564 นอกจากนี้ปริมาณการจำหน่ายรวมของธุรกิจตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% QoQ และ 14% YoY เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีน COVID-19 และการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีความรุนแรงลดลง ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และอุตสาหกรรมการบินเริ่มฟื้นตัวจากการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบินผ่านตลาดอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 47% QoQ และ 149% YoY ในขณะที่ยอดขายผ่านตลาดค้าปลีกปรับลดลงเล็กน้อยจาก Q4/2564 เนื่องจากประชาชนลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในไตรมาสก่อนเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทั้งนี้ค่าการตลาดรวมสุทธิต่อหน่วยถูกกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้ผลักดันยอดขายน้ำมันหล่อลื่นซึ่งมีค่าการตลาดสูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น และได้มีการบริหารจัดการจำหน่าย โดยเลือกผลิตภัณฑ์และช่องทางที่มีค่าการตลาดเหมาะสม อีกทั้งได้ดำเนินนโยบายบริหารจัดการด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ค่าการตลาดรวมสุทธิต่อหน่วยปรับเพิ่มขึ้น 9% QoQ แต่ปรับลดลง 22% YoYทั้งนี้ส่วนแบ่งการตลาดสะสมเดือนมกราคม – มีนาคม 2565 อยู่ที่ 16.4 (ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงาน) และณ สิ้น Q1/2565 มีจำนวนสถานีบริการทั้งสิ้น 1,292 สถานี

ปริมาณการจำหน่าย

หน่วย : ล้านลิตร

ค่าการตลาดรวม

หน่วย : บาทต่อลิตร

ส่วนแบ่งการตลาด (ช่องทางค้าปลีก)

ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากกระบวนการผลิตส่วนใหญ่ถูกจำหน่ายผ่านสถานีบริการทั่วประเทศที่มากถึง 1,292 สถานี ภายใต้แบรนด์ “บางจาก”

Q1/2565:

  • ผลการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น 196% QoQ และ 214% YoY โดยหลักมาจากการที่ BCPG รับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมดใน SEGHPL ทั้งนี้หากไม่รวมรายการดังกล่าวพบว่า ผลการดำเนินงานทรงตัวเมื่อเทียบกับ Q4/2564 และปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ Q1/2564 แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวมลดลง 23% QoQ โดยหลักมาจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาวที่ปรับลดลง เนื่องจากปัจจัยด้านฤดูกาล อย่างไรก็ตามผลกระทบดังกล่าวถูกชดเชยด้วยค่าความเข้มแสงเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นและการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการ Solar Rooftop ในประเทศไทย ร่วมกับการรับรับรู้การผลิตไฟฟ้าเต็มไตรมาสของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชิบะ 1 ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งในไตรมาสนี้มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปรับลดลง ส่งผลให้ผลการดำเนินงานใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้น 14% YoY โดยหลักมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชิบะ 1 และปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน สปป.ลาวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณฝนที่มากขึ้นจากการเกิดพายุฤดูร้อน ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โคมากาเนะ ประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิตตามสัญญา 25 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการขายไฟในเชิงพาณิชย์ ทำให้ BCPG มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 59.7 เมกะวัตต์

รวมปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้า

หน่วย : ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง

การจัดตั้งบริษัท บีซีพีจี จำกัด หรือ BCPG เพื่อประกอบธุรกิจและลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน นำมาซึ่งความหลากหลายในแหล่งที่มาของรายได้เพื่อเสถียรภาพของผลประกอบการ

Q1/2565:
ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

  • ผลการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น 35% QoQ แต่ปรับลดลง 19% YoY โดย BBGI มีกำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้น 41% QoQ เป็นผลจากการที่ราคาขายเอทานอลและไบโอดีเซลปรับเพิ่มขึ้น อีกทั้งต้นทุนขายของธุรกิจเอทานอลปรับลดลง อย่างไรก็ตามราคาต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงานและสารเคมีปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่งผลให้กำไรขั้นต้นปรับลดลง 13% YoY และในไตรมาสนี้ BBGI มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปรับเพิ่มขึ้น 2% QoQ และ 29% YoY

Q1/2565:
ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products (HVP) )

  • มีรายได้มาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ล้างมือเกรดเภสัชกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ “ASTA-IMMU” และ “ASTA-ViS” ภายใต้แบรนด์ B nature+ ผ่านช่องทางออนไลน์ และเพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จักต่อผู้บริโภคจึงได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่าย ผ่านร้านกาแฟ Inthanin 50 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งยังวางจำหน่ายผ่านร้านค้าชั้นนำอื่นๆ ได้แก่ Gourmet Market และ COSCEN ทั้งนี้หุ้นสามัญของ BBGI ได้เริ่มทำการซื้อขายในตลท.เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2565 ตามที่ BBGI ได้ทำการระดมทุนด้วยการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO)

ผลการดำเนินงานของธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

หน่วย : ล้านบาท

บริษัทได้ส่งเสริมการนำเอทานอลและไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันเบนซินและดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 รวมทั้งแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 และน้ำมันไฮดีเซล เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมัน

Q1/2565:

  • ผลการดำเนินงานปรับลดลง 12% QoQ แต่ปรับเพิ่มขึ้น >1,000% YoY โดยหลักมาจากผลการดำเนินงานของ OKEA ซึ่งยังคงได้รับปัจจัยบวกจากราคาพลังงานที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ด้วยปริมาณการจำหน่ายลดลง 15% QoQ เนื่องจากในไตรมาสนี้ไม่มีการจำหน่ายจากแหล่ง Ivar Assen และการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของแหล่ง Gjøa ส่งผลให้ผลการดำเนินปรับลดลงเมื่อเทียบกับ Q4/2564 ขณะที่ผลการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น >1,000% YoY โดยหลักมาจากกลุ่มบริษัทฯ เปลี่ยนการบันทึกเงินลงทุนใน OKEA เป็นบริษัทย่อย ทำให้รับรู้ผลการดำเนินงานด้วยวิธีการจัดทำงบการเงินรวมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2564 ทั้งนี้หากพิจารณาเฉพาะผลการดำเนินงานของ OKEA พบว่า EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 401% YoY โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นถึง 367% YoY ทั้งนี้ในปี 2565 คาดว่า OKEA จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 18,500-20,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งได้รวมผลของการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในแหล่ง Ivar Aasen จาก 0.554% เป็น 2.777% ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2565

การผลิต (สัดส่วนของ OKEA)

หน่วย : พันบาร์เรลต่อวัน

บริษัทฯถือหุ้นร้อยละ 45.71 ในบริษัท OKEA AS ซึ่งทำธุรกิจสำรวจและผลิตน้ำมัน ทั้งนี้กลุ่มบริษัทฯ ได้เปลี่ยนวิธีการบันทึกเงินลงทุนใน OKEA จากบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564