บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) เป็นบริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินงานเคียงคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยดำเนินกิจการหลักด้วยการประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบทั้งจากแหล่งต่างประเทศและภายในประเทศ เข้ากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐาน ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวันและจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันบางจากกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงได้ขยายกิจการสู่ธุรกิจการค้าน้ำมัน ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่ ทั้งนี้บริษัทฯ มีเป้าหมายสูงสุดที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจใหม่เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความยั่งยืนแก่กิจการ

แพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติบโต

การบูรณาการธุรกิจแบบครบวงจร และการกระจายความเสี่ยงกลุ่มธุรกิจ

ธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน

โรงกลั่นนํ้ามันแบบ Complex Refinery ที่กำลังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการกลั่นน้ำมัน รวมทั้งมีช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นของตัวเอง

ธุรกิจการตลาด

ช่องทางการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปของ
บริษัทฯ ที่เสริมด้วยธุรกิจ Non-Oil เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

ประกอบธุรกิจผลิตและ จำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการ ขยายตัวของกลุ่มธุรกิจ

ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่
  • ลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และศักยภาพการแข่งขัน ในระยะยาว
ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ

ธุรกิจต้นน้ำ
  • การผสมผสานสินทรัพย์อย่างลงตัว
    ประกอบด้วยสินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินการผลิต รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการพัฒนา และสำรวจสินทรัพย์ที่น่าสนใจ
ธุรกิจปลายน้ำ
  • ธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจตลาดแหล่งรายได้ที่สำคัญของบริษัท
  • การประสานผลประโยชน์
    ธุรกิจแบบบูรณาการครบวงจรช่วยให้บริษัทฯ บริหารผลกำไรได้อย่างเหมาะสมตลอดวงจรธุรกิจ

ธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน

กำลังการผลิต 120,000 บาร์เรลต่อวัน

โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ เป็นโรงกลั่นแบบ Complex Refinery ที่ทันสมัย กำลังการผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน

สามารถผลิตน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันที่มีมูลค่าสูงได้เป็นส่วนใหญ่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซลจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากเป็นน้ำมันที่ได้คุณภาพตามข้อกำหนดมาตรฐานยูโร 4 ของภาครัฐ อีกทั้งบริษัทฯ เป็นรายแรกในเอเชียที่ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และน้ำมันพรีเมียมดีเซล มาตรฐานยูโร 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีค่าซัลเฟอร์ต่ำกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน หรือลดลงถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานยูโร 4 อีกด้วย บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นที่จะเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานในกระบวนการผลิต ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม (Cogeneration Power Plant) รวมถึงใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทดแทนการใช้น้ำมันเตา พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการกลั่นน้ำมันในโครงการ 3E และ YES-R ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตของบริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับการผลิตและการปฏิบัติการด้านการผลิตเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากสถานการณ์ของธุรกิจน้ำมันที่ผันผวนและปรับตัวลงมาตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปสงค์น้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ทางบริษัทฯ ได้มีการบริหารจัดการ ดังนี้

  • มีการบริหารจัดการโดยเน้นการพัฒนาศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายตั้งแต่กระบวนการจัดหาน้ำมันดิบ กระบวนการผลิต ถังน้ำมัน ท่อรับจ่ายน้ำมัน รวมถึงเรือรับส่งน้ำมัน ให้สามารถดำเนินการกลั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับปริมาณการผลิตเฉลี่ยในปี 2563 อยู่ที่ 96.8 พันบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • มีการวางแผนจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบเพื่อให้ได้ GRM อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดำเนินการใช้สัญญาอนุพันธ์ (Roll Month) เพื่อลดต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ ส่งผลให้มีค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.16 เหรียญ สรอ.ต่อบาร์เรล
  • มีโครงการขยายการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการกลั่น เช่น โครงการ Continuous Catalyst Regeneration Unit (CCR), Debottleneck Hydrocracker Unit (HCU) และการปรับปรุง Reliability ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Cogeneration Power Plant) เพื่อเพิ่มกำลังการกลั่น การปรับปรุงกระบวนการกลั่นให้มีความยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับความต้องการน้ำมันในตลาด และการประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิต และความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าสำหรับกระบวนการกลั่น
  • พัฒนาธุรกิจการค้าน้ำมันระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านบริษัท BCP Trading Pte. Ltd. (BCPT) โดยเน้นกลยุทธ์การขยายสัดส่วนการซื้อ-ขายน้ำมันแบบ Out-Out (จัดหาน้ำมันจากผู้ผลิตในต่างประเทศเพื่อจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าในต่างประเทศ) ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักที่มีการซื้อขาย ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และ ผลิตภัณฑ์กลุ่มแนฟทา และผลิตภัณฑ์กลุ่มสารทำละลาย (Solvent) โดยได้มีการขยายตลาดการซื้อขายไปยังบริษัทคู่ค้าใหม่ๆ รวมถึงประเทศกลุ่มใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัท BCPT ยังสามารถประกอบกิจการซื้อขายผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาด เช่น MTBE และสร้างรายได้เพิ่มจากการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันเตากำมะถันต่ำสำหรับใช้ในเรือเดินสมุทร (IMO Bunker) รวมทั้งจาก Logistics Management และ Freight Trading เพิ่มขึ้น รวมทั้งการสร้างสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้าและภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยทำให้มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น

ธุรกิจการตลาด

มากกว่า 1,201 สถานีบริการครอบคลุมทั่วประเทศ

ปี 2563 ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากกระบวนการผลิตกว่าร้อยละ 73 จำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทฯ ที่มีอยู่ทั่วประเทศรวม 1,233 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายสถานีบริการมาตรฐานจำนวน 619 แห่ง และสถานีบริการชุมชนจำนวน 614 แห่ง (ณ 31 ธันวาคม 2563)

โดยสถานีบริการที่เปิดใหม่ในปี 2563 ส่วนใหญ่เป็นสถานีบริการขนาดใหญ่ ที่มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมด้วยธุรกิจนอนออยล์ (Non-Oil Business) และบริการต่างๆ ทำให้บริษัทสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับที่สองได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทยังมีการจำหน่ายให้กลุ่มผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง สายการบิน เรือขนส่ง ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม สำหรับสถานีบริการน้ำมันบางจากมุ่งเน้นผลักดันการจำหน่ายน้ำมันในกลุ่มพลังงานทดแทนที่มีสมรรถนะสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งผลิตภัณฑ์กลุ่มแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซล นอกจากนี้สถานีบริการของบริษัทฯ ยังพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ด้วยธุรกิจนอนออยล์ (Non-Oil Business) และบริการต่างๆ ในสถานีบริการเพื่อดึงดูดผู้มาใช้บริการในสถานีบริการน้ำมันบางจากให้เพิ่มขึ้น อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ และศูนย์บำรุงรักษาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและล้างรถ

ปี 2563 ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้พัฒนาน้ำมันสูตร S EVO FAMILY น้ำมันแก๊สโซฮอล์สูตรที่ดีที่สุด โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20S EVO Euro5 ให้เป็นน้ำมันคุณภาพพรีเมียมแต่จำหน่ายราคาเดิมเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้คนไทยในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ที่ต้องใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า โดยพัฒนาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่ออกแบบสำหรับเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ระบบ GDI (Gasoline Direct Injection) และเครื่องยนต์เบนซินระบบ PFI (Port Fuel Injection) ให้สามารถทำงานได้เต็มสมรรถนะ นอกจากนี้ยังเติมสารเพิ่มคุณภาพ (Additive) ที่ช่วยทำความสะอาดหัวฉีด และปกป้องเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น

ธุรกิจร้านกาแฟดำเนินการโดยบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด (BCR) (บริษัทย่อยของบริษัทฯ) ซึ่งบริหาร ร้านกาแฟอินทนิล “Inthanin” จำนวนกว่า 673 แห่ง (ณ 31 ธันวาคม 2563) ซึ่งตั้งอยู่ทั้งภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก และนอกสถานีบริการน้ำมัน เช่น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษาชั้นนำ และ สถานีรถไฟฟ้า โดยในปี 2563 ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้บริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และพัฒนาการขยายสาขาในรูปแบบ Kiosk เพื่อเป็นจุดรองรับการจำหน่ายผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทำให้บริษัทฯ ยังคงมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในอนาคตร้านกาแฟอินทนิลมีแผนขยายไปตามสถานีบริการที่พัฒนาสาขาขึ้นใหม่ และทำเลการค้าสำคัญต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้สถานีบริการน้ำมันบางจาก ยังให้บริการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านสะดวกซื้อ “ใบจากมาร์ท” “เลมอนกรีน” “บิ๊กซีมินิ” “แฟมมิลี่มาร์ท” และ “ท็อปส์เดลี่” กว่า 191 แห่ง ในสถานีบริการ รวมถึงพัฒนาศูนย์บำรุงรักษารถยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและล้างรถ ซึ่งประกอบด้วย “FURiO Care” “Wash Pro” “Green Serve” “Green Wash” และ “Tyre Care” สถานีบริการชุมชนบางจากซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2533 ภายใต้แนวคิดโครงการน้ำมันแลกข้าว ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการทำธุรกิจร่วมกับองค์กรชุมชน บริษัทฯ มีนโยบายในการที่จะพัฒนาสถานีบริการชุมชนไปสู่ความยั่งยืนด้วยการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสถานีบริการชุมชนและคุณภาพงานบริการให้เทียบเคียงมาตรฐาน เพื่อให้ธุรกิจสถานีบริการชุมชน เป็นกลไกในการผลักดันเศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยในปี 2563 บริษัทฯ ยังคงสานต่อโครงการสนับสนุนสถานีบริการชุมชนต่าง ๆ เช่น โครงการ COOP Bonding ที่สนับสนุนการปรับปรุงสถานีบริการ การขยายผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ให้กับกลุ่มสหกรณ์ที่มีศักยภาพ และโครงการผลักดันยอดจำหน่ายต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาไปสู่ธุรกิจในแนวทางแบบมีส่วนร่วมและยั่งยืน

บริษัทฯ คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวิถีชีวิตคนไทยยุคใหม่ จึงพัฒนาสถานีบริการภายใต้แนวคิด “Evolving Greenovative Experience” โดยนำกระบวนการ 4R คือ Renewable Recycle Reuse และ Reduce มาประยุกต์ใช้ อาทิ การติดตั้ง Solar Roof Top เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในสถานีบริการ การติดตั้ง EV Charger ในสถานีบริการ การเลือกวัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและทรัพย์พยากรในกระบวนการผลิต มาใช้ในการก่อสร้างสถานีบริการ หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวร่มรื่นในสถานีบริการ เป็นต้นในส่วนของธุรกิจร้านกาแฟอินทนิล Inthanin ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดที่ว่า “อินทนิลทุกแก้วของคุณ เพื่อโลกของเราทุกคน” ที่นอกจากลูกค้าจะได้ดื่มกาแฟที่คัดสรรเมล็ดกาแฟอาราบิก้า 100% ที่ผ่านกระบวนการผลิตเฉพาะอย่างพิถีพิถัน แล้วยังเป็นการบริโภคด้วยจิตสำนึกที่ร่วมรับผิดชอบไปด้วยกัน โดย Inthanin เป็นผู้นำในการใช้ Bio Packaging ที่ย่อยสลายได้ 100% เพื่อลดขยะพลาสติกจากการดำเนินการ

นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญจากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์พิเศษ อาทิ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก จาระบีและอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ “BCP Lubricants” รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเกรดพรีเมียมภายใต้แบรนด์ “FURiO” ที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในทุกสภาวะการใช้งาน ป้องกันการสึกหรอ ซึ่งมีทั้งการจำหน่ายให้แก่ตลาดภายในประเทศ ผ่านเครือข่ายสถานีบริการบางจาก ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรม ตลาด OEM (Original Equipment Manufacturer) และส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว

ปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียวผ่านการดำเนินการของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อยของบริษัทฯ)

ซึ่งจัดตั้งเพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดย ณ 31 ธันวาคม 2563 บีซีพีจี มีกำลังการผลิตที่ดำเนินการผลิตแล้ว 472 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย

  • โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย ดำเนินการผลิตแล้ว 162.5 เมกะวัตต์ (รวมแบบติดตั้งบนหลังคาและดำเนินการผลิตแล้วทั้งสิ้น) ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว ที่จังหวัดกาญจนบุรี ลพบุรี และปราจีนบุรี โดยมีขนาดกำลังการผลิตรวม 20.0 เมกะวัตต์
  • โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ดำเนินการผลิตแล้ว 14.7 เมกะวัตต์
  • โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ ดำเนินการผลิตแล้ว 14.4 เมกะวัตต์ (ตามสัดส่วนการถือหุ้น)
  • โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซีย ดำเนินการผลิตแล้ว 157.5 เมกะวัตต์ (ตามสัดส่วนการถือหุ้น)
  • โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมลิกอร์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินการผลิตแล้ว 8.97 เมกะวัตต์
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ได้ดำเนินการขยายพลังงานหมุนเวียน โดยลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาว (Nam San 3B) กำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ซึ่งหากรวมกำลังการผลิตทั้ง Nam San 3A และ 3B จะมีกำลังการผลิตรวม 114 เมกะวัตต์

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น ธุรกิจเอทานอล และธุรกิจไบโอดีเซล ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานทดแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนเกษตรกร และรักษาสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนการนำเอทานอลและไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันเบนซินและดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 รวมทั้งแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 และน้ำมันไฮดีเซล

ปลายปี 2560 บริษัทฯ ได้มีการควบรวมบริษัทระหว่างบริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด (บริษัทย่อยของบริษัทฯ) และบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท บีบีจีไอ จำกัด และจดทะเบียนแปลงสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) (BBGI) ในเดือนเมษายน 2561 โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 60 ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบริษัทย่อยและบริษัทร่วมของ BBGI มีกำลังการผลิตรวม 2,000,000 ลิตรต่อวัน แบ่งเป็นเอทานอล 1,000,000 ลิตรต่อวัน และไบโอดีเซล 1,000,000 ลิตรต่อวัน โดยมีบริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวม 4 บริษัท ดังนี้

  • บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด หรือ BBF ตั้งอยู่ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบธุรกิจผลิตไบโอดีเซลโดยใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยกำลังการผลิตติดตั้ง 1,000,000 ลิตรต่อวัน อีกทั้งสามารถผลิตกลีเซอรีนดิบเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต ปัจจุบันได้ดำเนินโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลมาตรฐานใหม่ตามที่กำหนดโดยกรมธุรกิจพลังงานเพื่อใช้ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล B7 B10 และ B20 พร้อมทั้งดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ กำลังการผลิต 80 ตันต่อวัน เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ โครงการนี้คาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 4/2563
  • บริษัท บางจากไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด หรือ BBE ตั้งอยู่ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบธุรกิจผลิตเอทานอล โดยใช้มันสำปะหลัง กากน้ำตาลและน้ำตาลทรายเป็นวัตถุดิบหลัก มีกำลังการผลิตเอทานอล 150,000 ลิตรต่อวัน
  • บริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลโดยใช้กากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลัก มีกำลังการผลิตรวม 450,000 ลิตรต่อวัน ประกอบด้วยโรงงานผลิตเอทานอลจำนวน 2 แห่ง คือ (1) โรงงานสาขาน้ำพอง ตั้งอยู่ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กำลังการผลิต 150,000 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 49.50 ล้านลิตรต่อปี ปัจจุบันกำลังปรับปรุงโรงงาน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 200,000 ลิตรต่อวัน(2) โรงงานสาขาบ่อพลอย ตั้งอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 300,000 ลิตรต่อวัน หรือเทียบเท่า 99 ล้านลิตรต่อปี ทำให้ในปี 2562 KGI มีกำลังการผลิตรวม 148.50 ล้านลิตรต่อปี
  • บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ตั้งอยู่ที่อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบธุรกิจผลิตเอทานอล กำลังผลิต 400,000 ลิตรต่อวัน โดยสามารถใช้มันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้น และกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ รวมถึงผลิตแป้งมันสำปะหลัง กำลังการผลิต 700 ตันต่อวัน และผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตเอทานอลและแป้งมันสำปะหลัง

ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด โดยบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ได้จัดตั้งบริษัทย่อยอีกบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ บริษัท BCPR Pte. Ltd. เพื่อลงทุนร่วมกับ Seacrest Capital Group ในแหล่งปิโตรเลียม Draugen Field และ Gjøa ในประเทศนอร์เวย์ ผ่านการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ OKEA AS ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายนอร์เวย์ ดำเนินการพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์ การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนร่วมกันในลักษณะของ Joint Partnership ในแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ (World Class Asset) ที่มีอายุการผลิตต่อเนื่องในระยะยาว โดยน้ำมันดิบที่ผลิตได้เป็นน้ำมันดิบเบา (Light Crude) ที่มีราคาดี เหมาะกับการผลิตและการกลั่นของบางจากฯ นับเป็นการต่อยอดธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการกระจายความเสี่ยงที่สอดคล้องตามกลยุทธ์ของบริษัท

  • ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้จัดตั้งบริษัท BCPR Pte.Ltd ขึ้นในประเทศสิงคโปร์ โดยได้เข้าไปลงทุนในบริษัท OKEA ASA ซึ่งถือสิทธิในแหล่งน้ำมันดิบ Draugen, Gjøa, Ivar Aasen, Yme และ Grevling และถือสิทธิ์ในการสำรวจปิโตรเลียมอีกหลายแหล่งในประเทศนอร์เวย์ มีกำลังการผลิต 20 พันบาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพได้ในอนาคต โดย OKEA ได้เข้าร่วมทุนในแหล่งปิโตรเลียม Calypso และ Aurora ที่อยู่ใกล้กับแหล่ง Draugen และ Gjøa ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและการผลิต จากการ synergy ร่วมกันได้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการสำรวจโดยเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาสู่การผลิตได้ในอนาคต
  • ธุรกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่ ได้จัดตั้งบริษัท BCP Innovation Pte. Ltd. ขึ้นในประเทศสิงคโปร์ เพื่อดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมในต่างประเทศ โดยปัจจุบันได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท Lithium Americas Corp. ซึ่งดำเนินโครงการเหมืองลิเทียม 2 แห่ง คือ ที่ประเทศอาร์เจนตินาและประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการลดสัดส่วนการถือหุ้นไม่กระทบต่อสิทธิในการซื้อลิเทียมตามสัญญา Lithium Purchase Agreement สูงสุด 6,000 ตันต่อปี จากโครงการ Cauchari-Olaroz

การวิจัยและพัฒนา และธุรกิจนวัตกรรม

บริษัทฯ ได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ Bangchak Initiative and Innovation Center (BiiC) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้าง Green Ecosystem เพื่อผลักดันนวัตกรรมต่างๆ โดยเน้นด้านพลังงานสีเขียว (Green Energy) และด้านชีวภาพ (Bio-Based) นำมาต่อยอดขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศจากการวิจัยและพัฒนา จัดการเทคโนโลยีและเครือข่าย พร้อมทั้งบ่มเพาะธุรกิจ Startup สนับสนุนเศรษฐกิจยุค 4.0 โดยมุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรมสีเขียวชั้นนำในเอเชีย โดยในปี 2563 บริษัทฯ ได้เปิดตัวธุรกิจ Startup “Winnonie” (วิน No หนี้) ด้วยการนำนวัตกรรมพลังงานสีเขียวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาทดลองให้วินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่รอบสำนักงานใหญ่และโรงกลั่นน้ำมัน บางจากเช่า พร้อมการเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบ swapping เป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมพลังงานสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ

โดยในปีที่ผ่านมากลุ่มวิจัยและพัฒนา (R&D) ได้ดำเนินการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่าย รวมถึงโรงงานต้นแบบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากจุลสาหร่าย นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางวิชาการและพัฒนาโครงการร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้แก่ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค), สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) เป็นต้น